"ศุภชัย" ชี้ทางรอดเกษตร กล้าเปลี่ยนนอกกรอบ-เปิดเสรีราคา

"ศุภชัย" ชี้ทางรอดเกษตร กล้าเปลี่ยนนอกกรอบ-เปิดเสรีราคา

หลังจาก"ศุภชัย เจียรวนนท์" ขึ้นรับไม้ต่อประธานคณะผู้บริหาร อาณาจักรเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) ด้วยบทบาทของคนรุ่นใหม่ เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มาเปิดมุมมอง เกษตรทันสมัยและการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้การปาฐกถาในหัวข้อ "Smart Agriculture and Food Management for Sustainability" ซึ่งจัดโดยสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) ในงานประชุมวิชาการระดับชาติปัญญาภิวัฒน์ ครั้งที่ 7

โดยศุภชัยสะท้อนว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรและอาหารโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Smart Agriculture เป็นโลกแห่งการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แบ่งออกเป็น 4 ยุค คือ ยุคแรกเป็นการผลิตอาหารเพื่อปากท้อง ยุคที่สอง มีการค้นพบพลังงานน้ำมันเพื่อผลิตเป็นอุตสาหกรรมเบา เป็นจุดเริ่มต้นของ ซี.พี. ในฐานะอุตสาหกรรมเกษตร ยุคที่สาม ยุคของอุตสาหกรรมหนัก การทำธุรกิจจะเริ่มเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจโลก และยุคที่สี่ เป็นยุคของนวัตกรรม การสร้างมูลค่าเพิ่ม คือ ยุคปัจจุบัน

เมื่อผู้คนหันมาใส่ใจ "สุขภาพและสิ่งแวดล้อม" จึงส่งผลต่อ "ธุรกิจอาหารและการเกษตร" จำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพควบคู่ไปกับความเชื่อมโยงที่รวดเร็วและใช้เวลาสั้นลง ดังนั้นผู้ประกอบการต้องกล้าปรับเปลี่ยนตัวเองให้อยู่ในรูปแบบของ Startup

เห็นได้จากกลุ่มบริษัทที่เป็น Big Data ทั้ง Apple, Google เป็นกลุ่ม Startup ที่ประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันรวดเร็ว เหล่านี้จะกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจ เรียกว่า Digitization ฉะนั้น การทำงานแบบ Startup จะเป็นระบบวันต่อวัน

ยกตัวอย่าง 7-Eleven ธุรกิจที่ใกล้เคียง แต่ยังไม่ถึงรูปแบบดิจิทัล เพราะยังไม่สามารถเชื่อมโยงตลาดใหญ่หรือระดับมหภาคได้ ตรงกันข้ามจะเห็นกลุ่มธุรกิจไอทีอย่าง Nokia อดีตบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ ต้องหายไปโดยปริยาย ฉะนั้นการปรับตัวให้เท่าทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบันจึงสำคัญ โดยเฉพาะการลงทุนด้านนวัตกรรมจึงมีส่วนสำคัญมาก

จี้รัฐแก้วังวนราคาสินค้าเกษตร

การผลักดันนโยบายไทยแลนด์ 4.0 จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่พัฒนานวัตกรรมและการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างจริงจังและต้องกล้าปรับเปลี่ยน ไม่อย่างนั้นแล้วอาจจะถูกมาเลเซีย เวียดนาม ทิ้งห่างออกไป

ขณะเดียวกันนานาประเทศมีนโยบายให้ความสำคัญในการวางโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาภาคอุตสาหกรรม เช่น อังกฤษ เน้นด้านการศึกษา จีนมีนโยบายยกระดับการเป็น Hub ภูมิภาค ภายใต้แผน Ecomomic Zoning รูปแบบ One Belt One Road เส้นทางสายไหม โดยมองทุกอย่างเป็นการเกื้อกูลระดับภูมิภาค

กลับมามองที่ภาคการเกษตรของไทย ถือเป็นฐานหลักระบบเศรษฐกิจ พบมีทั้งข้อดี-ข้อเสีย ไทยได้เปรียบด้านสภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศที่สมบูรณ์เอื้อต่อการทำเกษตรในทุกมิติ แต่สินค้าเกษตรหลักกลับมีผลเฉลี่ยต่ำ และต้นทุนสูงหากเทียบกับประเทศผู้ผลิตเดียวกัน จึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องพัฒนาให้มีเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาตอบสนอง

รวมไปถึงเกษตรกรไทยยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสถาบันการเงินทำให้เกิดปัญหาการกู้หนี้ยืมสิน ประกอบกับต้องเผชิญความเสี่ยงภัยธรรมชาติทั้งปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม ปัญหาราคาตลาดที่ผันผวน ความไม่แน่นอนทางการเมืองต่าง ๆ ทำให้เกษตรกรไทยอยู่ในวังวนการมีหนี้สิน

แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรแต่เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพรวม และค่าครองชีพ จึงทำให้ราคาไม่ขยับขึ้น ขณะเดียวกันการถูกควบคุมราคายังถือเป็นปัญหา

ดึง สหกรณ์ ออกนอกกรอบ กม.

ปัจจุบันรัฐบาลมีความพยายามที่จะขจัดความยากจน โดยให้ Agenda แรก ภาคเอกชนต้องเข้ามามีบทบาทในการลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาศักยภาพและยกระดับคุณภาพมนุษย์

เห็นตัวอย่างจากหลายประเทศ เช่น เยอรมนี ได้ข้ามผ่านจาก 1.0 สู่ 4.0 ด้วยระบบสหกรณ์ที่เข้มแข็ง สหรัฐอเมริกาใช้ระบบเกษตรพันธสัญญา(Contract Farmimg) ลักษณะ "ปลาใหญ่กินปลาเล็ก" จึงเป็นการเกษตรรวมกลุ่มรูปแบบฟาร์มขนาดใหญ่ และมีพื้นที่จำนวนมาก สามารถใช้เครื่องจักรเพิ่มประสิทธิภาพ

ส่วนไทยกลับเผชิญปัญหาการบริหารจัดการ ปัญหาการเมืองท้องถิ่น หรืออย่างระบบสหกรณ์มีปัญหาและขาดความชัดเจนในแต่ละบทบาท และขาดการเชื่อมโยง Contract Farming จึงถูกมองเป็นเรื่องความไม่น่าไว้วางใจ ทั้งนี้ ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องร่วมกันคิด ร่วมกันแก้ไข ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง

โมเดลที่จะสามารถพัฒนาเกษตรกรไทยไปสู่ Industrialization จะเป็นการจัดตั้งสหกรณ์รูปแบบใหม่ หรือ Social Enterprise ให้ผู้ประกอบการเป็นพาร์ตเนอร์กับเกษตรกร และเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต คนรุ่นใหม่จะสนใจภาคเกษตรหรือไม่อย่างไร

"ถ้าคนรุ่นใหม่กลับไปทำ ลักษณะคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งที่เป็นพาร์ตเนอร์ชิปกับเกษตรกร เช่น การจัดตั้งองค์กรสหกรณ์ที่ไม่ได้อยู่ในกรอบของกฎหมายปัจจุบัน หรือ Social Enterprise หรือให้คนรุ่นใหม่สามารถ Operate แบบ Startup ให้มีการตั้งกองทุนเข้ามาส่งเสริม หรือเป็นไปได้หรือไม่ว่าจะมี Tax Insentive เข้ามาช่วย โดยทำให้เกษตรกรเป็นพาร์ตเนอร์หรือเป็นผู้ถือหุ้นในองค์กรที่จัดตั้งขึ้นมา เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในที่สุด"

รับผิดชอบต่อสังคมไม่ใช่ CSR

การทำธุรกิจในปัจจุบันต้องรับผิดชอบต่อสังคมที่ไม่ใช่เพียง CSR ต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและความเป็นธรรมกับผู้บริโภค

ยกตัวอย่าง ภาคเหนือลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่สูง เดิมปลูกฝิ่น เปลี่ยนมาปลูกข้าวโพด พืชทนแล้ง แต่การปลูกข้าวโพดกลับไม่คุ้มทุนเพราะผลผลิตเฉลี่ยเพียง 400-500 กก./ไร่ และมีค่าขนส่งสูง ขณะที่การปลูกข้าวโพดในพื้นที่ราบให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงถึง 1,200-1,500 กก./ไร่

ดังนั้น กาแฟ และชา น่าจะเป็นพืชทางเลือกของเกษตรกรในภาคเหนือ ยกตัวอย่างเครือ ซี.พี. ที่ อ.ท่าวังผา จ.น่าน มีการส่งเสริมปลูกกาแฟแทนข้าวโพด โดยตั้งกองทุนเพื่อลดพื้นที่การปลูกข้าวโพดบนที่สูง จากเดิม 100% เหลือเพียง 30% ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการปลูกกาแฟ และไม้ยืนต้น

นายศุภชัยกล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมา บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เผชิญกับการถูกกล่าวหาเรื่องการใช้แรงงานทาส จากกรณีการส่งออกกุ้ง โดยมีปลาป่นเป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ ปัจจุบันได้หยุดการซื้อปลาป่นจากเรือประมง และให้หน่วยงานวิจัยศึกษาวัตถุดิบที่จะมาทดแทนปลาป่น โดยเน้นต้องเป็นวัตถุดิบที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้เท่านั้น เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาครวมสินค้าเกษตรไทยกับประเทศคู่ค้า

เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีมาตรการลดเครื่องมือและขนาดเรือจับปลาเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการสากลการขับเคลื่อนสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนและเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องหารือและร่วมกันดำเนินการ ซี.พี. เพียงหน่วยงานเดียวไม่สามารถดำเนินการได้ แต่เราพร้อมเป็นหนึ่งในองค์กรที่จะขับเคลื่อนสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

ติดตามเรา



สินค้าเกษตรแนะนำ