รมว.เกษตรฯ เผยนโยบายปฏิรูปภาคเกษตร คืออะไรมาดูกัน

รมว.เกษตรฯ เผยนโยบายปฏิรูปภาคเกษตร คืออะไรมาดูกัน

ช่วงนี้หลายๆ คนอาจจะได้ยินข่าว นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อย ของนโยบายปฎิรูปภาคเกษตรในภาคตะวันออก ทำให้หลายคนสงสัยว่า รัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่ เกิดอะไรขึ้น แน่อนว่าล่าสุดทางรัฐบาลได้เผยให้ประชาชนได้ทราบถึงแนวทาง และเป้าหมายที่จะยกระดับเกษตรกรไทยให้มีความสามารถในการผลิตสินค้า และบริการที่ดีขึ้น ทั้งหมดจะเป็นอย่างไรนั้นไปตามอ่านกันเลย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แจงผลงานปฏิรูปภาคเกษตรพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเน้นการจัดทำแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) เพื่อชี้ความเหมาะสมของพื้นที่ในการทำเกษตร และจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก). เพื่อถ่ายทอดความรู้ในการทำเกษตรที่เหมาะสมให้กับเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมการพัฒนาแหล่งน้ำ และ ระบบกระจายน้ำ และส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อทำเกษตรแปลงใหญ่ ส่งผลให้ลดต้นทุนการผลิตและมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้เกษตรกรเกิดความมั่นคง และยั่งยืนในการทำการเกษตร
          
พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.จันทบุรี เพื่อตรวจเยี่ยม การดำเนินงานการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ และ การพัฒนาการเกษตรสู่ความยั่งยืน ณ สหกรณ์การเกษตรเขาคิชกูฎ อ.เขาคิชกูฎ จ.จันทบุรี ในวันที่ 7 มิถุนายน 2560 ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตร

โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อยกระดับเกษตรกรให้มีรายได้ และ มีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกร ซึ่งต้องลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต และยกมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตรให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ในห้วง 3 ปีที่ผ่านมา มีผลการดำเนินการในภาพรวม และ ใน จ.จันทบุรี ที่สำคัญ คือ

1.การจัดทำแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก หรือ Agri-Map เพื่อบ่งชี้ความเหมาะสมของพื้นที่ในการทำเกษตร ซึ่งในปัจจุบัน สามารถใช้ผ่านคอมพิวเตอร์ที่มีอินเตอร์เน็ต และ แอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ได้ ซึ่งในพื้นที่ จ.จันทบุรี มีสินค้าเกษตรที่สำคัญ 6 ชนิด คือ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลำไย มันสำปะหลัง และ ยางพารา รวมพื้นที่ 1.77 ล้านไร่ พบว่าปลูกในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ร้อยละ 12.68 ซึ่งจะปรับเปลี่ยนไปทำการเกษตรที่เหมาะสมโดยความสมัครใจของเกษตรกรต่อไป

2.จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. อำเภอละ 1 ศูนย์ รวม 882 ศูนย์ และ ได้ขยายผลเป็น ศพก. เครือข่าย 8,892 ศูนย์ย่อย โดย จ.จันทบุรี มี 10 อำเภอ มี ศพก. 10 ศูนย์ และ ศพก. เครือข่าย 100 ศูนย์ย่อย ซึ่ง ศพก. นี้ จะเป็นผู้ที่ถ่ายทอดความรู้ในการทำเกษตรที่เหมาะสมให้กับเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อทำเกษตรแปลงใหญ่

3.การส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ โดยมีลักษณะเพื่อให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันบริหารจัดการ และ ทำการตลาด ทำให้สามารถใช้เครื่องจักรกลการเกษตรที่มาราคาสูงร่วมกันได้ แบ่งแยกหน้าที่ทำให้เกิดความชำนาญเฉพาะด้าน สินค้าในกลุ่มยกระดับเป็นสินค้า GAP มีคุณภาพ ความปลอดภัย ตรงความตรงการของตลาด ใน 2 ปีที่ผ่านมา มีเกษตรแปลงใหญ่ทั้งประเทศ 2,138 แปลง รวมพื้นที่ 3.10 ล้านไร่ เกษตรกร 224,698 ราย จำนวน 67 ชนิดสินค้า

โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประเมินผลการดำเนินการพบว่า การส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ โดยการนำของเอกชนทำให้เกษตรกร มีรายได้เพิ่มขึ้น 1,241 - 1,565 บาท/ไร่ สำหรับแปลงใหญ่ โดยการนำของภาครัฐ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 992 - 1,168 บาท/ไร่  โดยรวมแล้วการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น รวม 4,864.94 ล้านบาท/ปี

สำหรับในจังหวัดจันทบุรี มีเกษตรแปลงใหญ่ 17 แปลง ใน 9 ชนิดสินค้า ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลองกอง ลำไย ชันโรง ยางพารา กุ้งขาว โคนม และ หญ้าเนเปียร์ รวมพื้นที่ 10,581 ไร่ เกษตรกร 956 ราย โดยมีตัวอย่างเกษตรแปลงใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ เช่น แปลงใหญ่ทุเรียน ลดต้นทุน ได้ร้อยละ 9.9 จาก 25,551 บาท/ไร่ เหลือ 22,996 บาท/ไร่ เพิ่มผลผลิต ได้ร้อยละ 11.0 จาก 1,461 กก./ไร่ เป็น 1,622 กก./ไร่   แปลงใหญ่มังคุด  ลดต้นทุน ได้ร้อยละ 7.9 จาก 8,622 บาท/ไร่ เหลือ 7,939 บาท/ไร่ เพิ่มผลผลิต ได้ร้อยละ 20.0 จาก 900 กก./ไร่ เป็น 1,080 กก./ไร่ แปลงใหญ่ลำไย ลดต้นทุน ได้ร้อยละ 9.3 จาก 15,000 บาท/ไร่ เหลือ 13,600 บาท/ไร่ เพิ่มผลผลิต ได้ร้อยละ 10.0 จาก 2,000 กก./ไร่ เป็น 2,200 กก./ไร่  ซึ่งหัวใจที่สำคัญของเกษตรแปลงใหญ่ คือ การมุ่งสู่การผลิตสินค้ามีมาตรฐาน GAP ตรงความต้องการ ทำให้สินค้าเป็นที่เชื่อมั่น โดยเฉพาะสินค้าผลไม้ที่เป็นที่ต้องการ

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

ติดตามเรา



สินค้าเกษตรแนะนำ