ทำความรู้จัก และรู้สรรพคุณของ กระท้อน กันเถอะ

ทำความรู้จัก และรู้สรรพคุณของ กระท้อน  กันเถอะ

ช่วงนี้อากาศร้อนแรงเหลือเกิน ความร้อนนั้น ทำเอาผลกระท้อนร่วงหล่นตามๆ กันมา เก็บกินอิ่มหนำสบายๆ กระท้อน นอกจากจะมีรสชาติอร่อยถูกปากแล้ว ยังมีสรรพคุณอีกมาก ใครที่สนใจมาดูกันเลย

กระท้อน (Santol) เป็นจัดเป็นไม้ผลรับประทานที่รับประทานได้ทั้งเปลือกผลที่ให้รสเปรี้ยวอมหวาน และเนื้อผลที่ให้รสหวาน ซึ่งนิยมทั้งรับประทานผลสด ทำอาหาร นำมาแปรรูปเป็นผลไม้ดองหรือของหวาน กระท้อนพันธุ์ดั้งเดิมพบแพร่กระจายมากในแถบภาคใต้ ต่อมาค่อยพบแพร่กระจายในทุกภาคของประเทศ เนื่องจากเป็นไม้ที่เติบโตได้ในทุกสภาพดิน และสามารถทนต่อความแห้งแล้งได้ดี

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
กระท้อนเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ เป็นไม้ผลัดใบ ลำต้นสูงประมาณ 15 – 30 เมตร ลำต้นแตกกิ่งบริเวณเลยกลางต้นขึ้นไป กิ่งหลัก และกิ่งแขนงปานกลาง และมีใบใหญ่ ทำให้มีลักษณะเป็นทรงพุ่มใหญ่ ลำต้นกระท้อนมีรูปทรงไม่แน่นอน ผิวลำต้นเรียบ เปลือกลำต้นมีสีน้ำตาล ส่วนเนื้อไม้เมื่อต้นอายุน้อยจะเปราะหักง่าย เมื่ออายุมากจะมีลักษณะแข็งปานกลาง

ใบกระท้อน เป็นใบประกอบแบบใบเดี่ยว คือ ใบสุดท้ายเป็นใบเดี่ยว แทงออกบริเวณปลายกิ่งของกิ่งแขนง ใบมีก้านใบหลัก ยาว 10-20 เซนติเมตร ส่วนใบย่อยมี 3 ใบ ทางด้านซ้าย-ขวา อย่างละใบที่มีขนาดเท่ากัน และตรงกลาง 1 ใบ ซึ่งมีขนาดใหญ่สุด ใบมีลักษณะรูปไข่ สีเขียวเข้ม ปลายใบมน กว้าง 6-15 เซนติเมตร ยาว 8-20 เซนติเมตร แผ่นใบมีลักษณะค่อนข้างเหนียว เนื้อใบหยาบ สากมือ และมีขนปกคลุม คล้ายขนกำมะหยี่ ส่วนขอบใบหยักเป็นลูกคลื่นขึ้นลง ใบแก่ที่มีอายุมากจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีส้มจนร่วงลงดิน

ดอกกระท้อนแทงออกเป็นช่อบนปลายกิ่งบริเวณซอกใบ แต่ละกิ่งมีช่อดอก 4-6 ช่อ ช่อดอกยาว 5-15 เซนติเมตร ในแต่ละช่อดอกจะมีดอกแตกออกมา 10-20 ดอก หรือมากกว่า ดอกตูมจะมีสีเขียว และเมื่อบานจะมีสีเหลืองอ่อน ขนาดประมาณ 1.5 เซนติเมตร ประกอบด้วยกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวอมเหลือง และถัดมาด้านบนเป็นกลีบดอกสีเหลืองอ่อน 5 กลีบ ด้านในมีเกสรตัวผู้ 10 อัน และเกสรตัวเมียเพียง 1 อัน

ดอกกระท้อนจะแทงช่อดอกออกพร้อมกันทุกต้น มีช่วงการแทงช่อดอกประมาณ 7-10 วัน และหลังจากนั้นอีก 40-50 วัน ดอกจะบาน ซึ่งจะบานในช่วงเช้าตรู่ และจะติดผลจน หลังจาก 6-7 เดือน หลังจากแทงดอก ผลจะพัฒนาจนพร้อมเก็บ

ผลกระท้อนในทุกสายพันธุ์จะมีลักษณะเหมือนกัน คือ ผลอ่อนมีลักษณะค่อนข้างกลม ผิวเปลือกเกลี้ยง และมีขนปกคลุมทั่วผล หากกรีดที่ผลจะมียางสีขาวไหลออกมา และเมื่อผลแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมเหลืองหรือน้ำตาลอ่อน ผิวเปลือกผลหยาบก้าน และมีรอย่นตามแนวยาวของผล ซึ่งจะมองเห็นรอยย่นได้ชัดมากบริเวณขั้วผล โดยเปลือกผลจะมีความหนาบางแตกต่างกันในแต่ละพันธุ์ แต่ไม่ค่อยแตกต่างกันมาก ซึ่งทั่วไปจะมีเปลือกหนาประมาณ 0.8-1.2 เซนติเมตร

พันธุ์กระท้อนแบ่งตามรส
1. พันธุ์เปรี้ยว
กระท้อนพันธุ์นี้เป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่พบได้ในทุกภาค ลำต้นมีลักษณะสูงใหญ่ มีทรงพุ่มหนา ส่วนผลมีขนาดเล็ก เปลือกหนา เนื้อบาง มีเนื้อผลน้อย เนื้อให้รสเปรี้ยวมากกว่ารสหวาน ส่วนเปลือกมีรสฝาดมากกว่ารสเปรี้ยว

2. พันธุ์หวาน
กระท้อนพันธุ์นี้ มาจากพันธุ์ดั้งเดิมซึ่งเกษตรกรจะคัดเลือก และขยายพันธุ์เพื่อปลูกโดยเฉพาะ เช่น ต้นที่ให้ผลใหญ่ น้ำหนักผล 400-800 กรัม/ผล ขั้วผลสั้น ก้นผลเรียบ เปลือกบาง เนื้อหนา เนื้อมีรสหวานมาก เมล็ดมีลักษณะแบน และเปลือกผลให้รสเปรี้ยวมากกว่ารสฝาด ซึ่งต่อมาถูกขยายพันธุ์ และแพร่กระจายปลูกในทุกพื้นที่ของไทย เช่น พันธุ์ปุยฝ้าย และพันธุ์อีล่า ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีต้นกำเนิดมาจากภาคใต้ และมีลักษณะเด่นดังที่กล่าวมาแล้ว

ประโยชน์กระท้อน
1. ผลกระท้อนสุกนำมารับประทานเป็นผลไม้ รับประทานได้ทั้งเปลือกผลที่ให้รสเปรี้ยวอมหวานใช้จิ้มน้ำปลาหวานยิ่งทำให้เพิ่มความอร่อยขึ้น ส่วนเนื้อผลก็เป็นที่นิยมรับประทานมาก เพราะเนื้อนุ่ม ฉ่ำไปด้วยน้ำ ให้รสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย
2. ผลห่าหรือผลสุกนำมาประกอบอาหาร ได้แก่ แกงฮังเล หรือ ตำกระท้อน ส่วนทำของหวาน ได้แก่ กระท้อนลอยแก้ว แยมกระท้อน และกระท้อนทรงเครื่อง เป็นต้น
3. ผลกระท้อน นิยมนำมาทำกระท้อนดอง และกระท้อนแช่อิ่ม เป็นต้น
4. เมล็ดกระท้อนนำมาต้มน้ำ ใช้สำหรับฉีดพ่นป้องกันแมลงศัตรูพืชในแปลงผัก
5. เปลือกลำต้น ถากนำมาต้มย้อมผ้า ให้เฉดสีน้ำตาลอมเหลือง
6. ต้นกระท้อนตามป่าหรือปลูกตามบ้านยังมีประโยชน์ต่อสัตว์ป่า เช่น เป็นอาหารของนกหรือค้างคาว เป็นต้น

สรรพคุณกระท้อน
ผล
– กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
– ให้พลังงาน ช่วยบำรุงร่างกาย
– เปลือกผลต้านเชื้อจุลินทรีย์ ต้านการอักเสบแผลในปาก
– กระตุ้นการหลั่งน้ำลาย ช่วยเจริญอาหาร และช่วยย่อยอาหาร
– มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดในเปลือกผลที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ลดการเกิดมะเร็ง ต้านการเสื่อมของเซลล์

ใบ
– ใบสดนำมาต้มน้ำดื่ม ช่วยในการขับเหงื่อ
– น้ำต้ม ช่วยในการลดไข้ ลดอาการตัวสั่น
– นำใบมาต้มน้ำอาบ ช่วยแก้โรคผิวหนัง

ราก
– นำรากมาต้มน้ำดื่ม ช่วยในการดับพิษร้อน
– น้ำต้มช่วยในการขับลม
– ช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย

เปลือกลำต้น และแก่น
– เปลือกลำต้นนำมาต้มดื่ม แก้อาการท้องเสีย
– น้ำต้ม ช่วยแก้ปัสสาวะเล็ด
– น้ำต้มช่วยรักษาอาการคันตามผิวหนัง ด้วยการนำมาอาบ


ที่มา puechkaset.com

ติดตามเรา



สินค้าเกษตรแนะนำ