กระทรวงเกษตรฯขับเคลื่อนกฎหมายเกษตรพันธสัญญา มุ่งสร้างความเป็นธรรมระหว่างเกษตรกร-ผู้ประกอบธุรกิจ

นายพีรพันธ์ คอทอง รองโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ "ระบบเกษตรพันธสัญญา" ว่าเป็นระบบการผลิตผลิตผลหรือบริการทางการเกษตร ที่เกิดขึ้นจากสัญญาการผลิตผลิตผลหรือบริการทางการเกษตรประเภทเดียวกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรฝ่ายหนึ่งกับบุคคลธรรมดา ซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรมตั้งแต่สิบรายขึ้นไป หรือกับสหกรณ์การเกษตรหรือกลุ่มเกษตรกรซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเกษตรกรตกลงที่จะผลิต จำหน่ายหรือรับจ้างผลิตผลิตผลทางการเกษตรตามจำนวน คุณภาพราคาหรือระยะเวลาที่กำหนดไว้ และผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรตกลงที่จะซื้อผลิตผลดังกล่าวหรือจ่ายค่าตอบแทนตามที่กำหนดไว้ตามสัญญา โดยที่ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรเข้าไปมีส่วนในกระบวนการผลิต เช่น เป็นผู้กำหนดผลิตจัดหาพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรหรือปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร

"การที่รัฐตรากฎหมายมากำกับดูแลระบบดังกล่าว มีจุดมุ่งหมายสำคัญ คือ เพื่อสร้างหลักเกณฑ์การทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญาให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ป้องกันปัญหาการโฆษณาชวนเชื่อหรือชี้ชวนเกินจริง การทำสัญญาที่ขาดความชัดเจน ไม่โปร่งใส มีข้อความผูกมัดเพื่อเอาเปรียบคู่สัญญาจนกลายเป็น "สัญญาไม่เป็นธรรม" ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้ง" นายพีรพันธ์ กล่าว

นายพีรพันธ์ กล่าวถึงประโยชน์ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ด้วยว่า ประกอบด้วย 3 ด้านหลักๆ คือ 1) ช่วยส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาให้เป็นธรรมอย่างยั่งยืนกระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงด้านการตลาด มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่มีมาตรฐานไปยังเกษตรกร เกษตรกรมีความมั่นคงทางด้านรายได้ ส่วนผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรได้รับผลผลิตที่มีคุณภาพและมาตรฐานตรงตามระยะเวลาที่กำหนดไว้

2) ช่วยให้เกษตรกรได้รับความคุ้มครองในการทำสัญญาให้เกิดความเป็นธรรม ป้องกันปัญหาการโฆษณาชวนเชื่อและชี้ชวนเกินจริง กำกับดูแลการทำสัญญาให้มีความชัดเจนโปร่งใส ไม่ให้เกิดการเอาเปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหรือทำให้คู่สัญญาอีกฝ่ายต้องรับภาระเกินกว่าสมควร และ

3) ช่วยลดความขัดแย้งที่เกิดจากการทำสัญญาและลดการนำคดีขึ้นศาล โดยมีกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ทำให้การแก้ปัญหาข้อพิพาทมีความรวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่ายและยืดหยุ่นกว่ากระบวนการในศาลยุติธรรม รวมทั้งมีมาตรการคุ้มครองคู่สัญญาระหว่างกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่จะเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญามีหน้าที่จะต้องดำเนินการใน 2 เรื่อง คือ 1. ต้องมาจดแจ้งการประกอบธุรกิจในระบบเกษตร พันธสัญญา ต่อสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ในจังหวัดที่ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ หรือภูมิลำเนาตั้งอยู่ ก่อนเริ่มประกอบกิจการ และในกรณีที่ประกอบธุรกิจอยู่ก่อนแล้วต้องมาแจ้งภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 60 เป็นต้นไป โดยช่องทางในการแจ้งมี 2 ช่องทาง คือ ผ่านเว็บไซต์ http://www.opsmoac.go.th/contractfarming หรือแจ้งด้วยตนเอง และ 2. การทำสัญญากับเกษตรกร ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องจัดทำเอกสารสำหรับชี้ชวนและร่างสัญญาที่มีรายละเอียดตามที่กฎหมายกำหนด ให้เกษตรกรทราบล่วงหน้าก่อนเข้าทำสัญญา

กฎหมาย "ระบบเกษตรพันธสัญญา" จึงถือเป็นการเปิดมิติใหม่ ในการสร้างความเป็นธรรมระหว่างเกษตรกับผู้ประกอบธุรกิจแบบยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โทร. 0-2281-5955 ต่อ 354 หรือสายด่วน 1170

ข่าวต้นฉบับ : http://www.ryt9.com


ติดตามเรา



สินค้าเกษตรแนะนำ